ถ้าติดเชื่อ HIV จะมีอาการไหม หรือไม่มีเลย อยากรู้ต้องมาอ่านเช็กดู รับรองได้คำตอบชัวร์ไม่มั่วนิ่ม

ถ้าติดเชื่อ HIV จะมีอาการไหม หรือไม่มีเลย อยากรู้ต้องมาอ่านเช็กดู รับรองได้คำตอบชัวร์ไม่มั่วนิ่ม

หลายคนอาจสงสัย ก็คงสงสัย อ่าว! กรรม! ทำไมดูผอมแล้วต้องป่วยด้วย ผอมแล้วมันดูเลวร้ายขนาดนั้นเลยเหรอ... เอาจริงๆ คนอ้วน หรือคนที่ดูเฮลท์ตี้สุขภาพดี๊ดีก็มีโอกาสจะป่วยกันได้ แต่ก่อนจะไปไกล เรามาดูกันก่อนว่า ช่วงเวลาของผู้ติดเชื้อ HIV นั้น จะต้องพบเจออะไรบ้าง จะได้สังเกตตัวเองกันได้ ถ้าเพื่อนไล่เราไปตรวจเลือดเราจะได้พูดได้ว่าเราปกติดี

1. Acute phase, Acute retroviral syndrome

เป็นระยะหลังติดเชื้อใหม่ๆ หลังจากเจอกับความเสี่ยงไม่ว่าจะเป็น ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน หรือมีเพศสัมพันธ์ที่มีความเสี่ยง ไม่เกินสองสามเดือน จะมีอาการคล้ายๆ ไข้หวัดใหญ่ เขาเรียกว่า ‘worst flu ever’ คือ แบบที่โอ้โห ป่วยหนักมากกกก มากกว่าจะเป็นหวัดธรรมดาแล้ว และเชื้อ HIV ในร่างกายจะค่อนข้างมาก และระดับ CD4 (เม็ดเลือดขาวที่เอาไว้ดูความรุนแรงของการติดเชื้อ) จะลงไปต่ำมาก แต่ระยะนี้มักถูกละเลย คนมักไม่ค่อยคิดถึงว่าเป็น HIV เพราะว่า...

อาการจะเป็นเหมือนป่วยทั่วๆ ไป เช่น ต่อมน้ำเหลืองโต เจ็บคอ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ถ้าใครเป็นหวัดใหญ่ทั่วๆ ไป ก็มีอาการคล้ายๆ แบบนี้เช่นกัน ถ้าไม่ได้บอกหมอว่า มีความเสี่ยง หมอก็จะไม่ได้คิดถึงการติดเชื้อ HIV ระยะแรกไว้อันดับต้นๆ เช่นกัน ดังนั้น ใครที่มีความเสี่ยง ต้องรีบบอกหมอครับ ไม่ต้องอาย

ระยะนี้เขาเรียกว่า Contagious คือ มีโอกาสแพร่เชื้อให้คนอื่นได้มาก เพราะเชื้อเยอะมาก เช่น น้องๆ มีเชื้ออยู่ และเกิดเป็นแผลเลือดออกที่นิ้ว แฟนก็ใจดีหวานซึ้งมาดูดให้ทั้งที่มีแผลในปาก (หมายถึงดูดนิ้วนะ) ก็โอกาสติดสูงขึ้นมาเลยครับ อันตรายทีเดียว

2. Latency phase


เป็นช่วงพักกายพักใจของเชื้อครับ หลังจากที่หมดช่วงแรกไปแบบที่เรายังไม่ทันคิดเลยว่าติดเชื้อ เชื้อมันก็พักผ่อนซะแล้ว บางคนใช้เวลาไปถึง 10 ปีกว่าจะแสดงอาการ คือในช่วงเวลานี้จะ ‘ไม่มีอาการใดๆ เลย’ โดยถ้าไปตรวจเลือดแล้วเจอในระยะนี้ แล้วได้กินยาต้านไวรัสทัน (ARV - antiretroviral) ก็จะสามารถกดเชื้อให้อยู่ในระยะนี้ได้ไปตลอดหลายๆ สิบปีเลยทีเดียว แต่ยาต้องกินไปตลอดชีวิตนะครับ เพราะโรคนี้ไม่มีวันหายขาด มีแต่กดตัวโรคไว้ เหมือนความดัน เบาหวานเลยทีเดียว

และแน่นอนว่าระยะที่ไม่มีอาการนี่แหละน่ากลัว เพราะเราจะสามารถแพร่เชื้อไปให้คนอื่น ทั้งคนที่เรารัก และคนที่เราไม่ได้รักแต่มีเพศสัมพันธ์ด้วยไปโดยบังเอิญ และบางครั้งเราไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้และดันไปบริจาคเลือดเสียอีก ทำให้ทำบาปกรรมไปโดยที่เราไม่ทันรู้ตัวเลยจริงๆ

 3. AIDS (Acquired immune deficiency syndrome)

 คือระยะหนึ่งของผู้ที่ติดเชื้อ HIV ครับ อันนี้จะเป็นอันที่คนธรรมดามองเห็นก็พอทราบ และหมอวินิจฉัยได้ง่ายที่สุด เพราะจะมาด้วยอาการที่คนทั่วไปไม่ได้เป็นกัน โดยตามหลักการแล้วเราจะวินิจฉัยในผู้ป่วยที่มีระดับ CD4 น้อยกว่า 200 ครับ และสามารถทำให้ติดเชื้อที่คนอื่นทั่วไปเขาไม่ติดกันนั่นเอง จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล ซึ่งอาการที่จะมาในระยะนี้ เช่น ไอเรื้อรัง น้ำหนักลด ผอมลงอย่างรวดเร็ว (อาการของติดเชื้อในปอด เช่น วัณโรค หรือ PCP) เป็นต้น หรือ ปวดศีรษะมาก มีอาการชักเกร็งกระตุก ไข้สูง จากการติดเชื้อ Cryptococcus หรือการที่มีเชื้อราในช่องปาก จากการติดเชื้อ Candida เป็นต้น

cr http://www.medicinenet.com / www.dek-d.com